Click to order
Cart
Total: 
Your Name
Your Email
Your Phone
รายละเอียดข้อความ
โปรดระบุชื่อสินค้าและข้อความที่ต้องการปั๊ม
พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้าง
และพื้นที่เชื่อมโยง
ปีงบประมาณ 2561 รายไตรมาส
รายงานประเมิน บทวิเคราะห์รายได้ชุมชน และ Data Visualization
ชุมชนบ้านสลักคอก และบ้านน้ำเชี่ยว ในพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง รอบปีงบประมาณ 2561 รายไตรมาส
บทวิเคราะห์ไตรมาสที่ 1
พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง : ไตรมาสที่ 1
รายงานสำหรับผู้บริหาร
รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนในพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 10,703 บาทต่อครัวเรือน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 15,082 บาทต่อครัวเรือน สำหรับค่าสัมประสิทธิ์จีนีในภาพรวมของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงอยู่ที่ 0.513 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แสดงถึงการกระจายตัวของรายได้ของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงที่มีความเหลื่อมล้ำลดลง ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดในไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2561 ขยายตัวได้ดีต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

วิเคราะห์ภาพรวมการท่องเที่ยว
รายได้จากจำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนของจังหวัดตราดในไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2561 พบว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4,770 ล้านบาท หรือขยายตัวร้อยละ +10.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวของรายได้ดีจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งขยายตัวได้ที่ร้อยละ +9.3 และร้อยละ +11.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ สะท้อนถึงภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดที่มีการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยว
รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 10,703 บาทต่อครัวเรือน ปรับตัวลดลงจากไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2560 ที่อยู่ที่ 15,082 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นการหดตัวที่ร้อยละ -29.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่างจากทิศทางของรายได้จากการท่องเที่ยวในภาพรวมของจังหวัดตราด ส่วนหนึ่งจากรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปและปัจจัยภูมิอากาศที่ยังคงมีฝนตกลงมาบ้างแม้จะพ้นฤดมรสุมแล้ว โดยรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวที่ปรับตัวลดลง เกิดจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านสลักคอกและชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวลดลงเป็นสำคัญ

วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (GINI index)
พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยว ในไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.513 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 0.600 โดยค่าสัมประสิทธิ์จีนีปรับลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2561 โดยอยู่ที่ระดับ 0.543 0.530 และ 0.513 ตามลำดับ สะท้อนการกระจายรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน
» ชุมชนบ้านสลักคอก
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านสลักคอก ในไตรมาส 1 ปีบประมาณ 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 12,484 บาทต่อครัวเรือน ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2560 ที่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 20,164 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นการหดตัวสูงถึงร้อยละ -38.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2561 หรือในเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2560 รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านสลักคอกหดตัวในระดับสูงทั้ง 3 เดือนที่ร้อยละ -40.8 ร้อยละ -30.7 และร้อยละ -42.0 ตามลำดับ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยภูมิอากาศที่ยังคงมีฝนตกลงมาบ้างแม้จะเป็นช่วงนอกฤดูมรสุม ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวในชุมชน ซึ่งต้องใช้เรือในการโดยสาร นอกจากนี้ ชุมชนบ้านสลักคอกรับนักท่องเที่ยวได้ในปริมาณที่จำกัด ตามทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด เช่น เรือ เป็นต้น ทำไม่สามารถรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวปริมาณมากได้
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ชุมชนบ้านสลักคอก ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวในไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.587 ซึ่งสูงกว่าค่าสัมประสิทธิ์จีนีของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงในช่วงเดียวกันที่อยู่ระดับ 0.513 และสูงกว่าค่ากลางที่อยู่ระดับ 0.5 อย่างไรก็ดี ค่าสัมประสิทธิ์จีนีดังกล่าวปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 0.738 แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้นและเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง

» ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ในไตรมาส 1 ปีบประมาณ 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 8,921 บาทต่อครัวเรือน ปรับตัวลดลงจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2560 ที่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 10,000 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นการหดตัวที่ร้อยละ -10.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีการหดตัวสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2560 ที่ร้อยละ -19.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และหดตัวต่อเนื่องในเดือนธันวาคม 2560 ที่ร้อยละ -13.7 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการท่องเที่ยว จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาพักค้างคืนในชุมชน เป็นการท่องเที่ยวแบบ 1-Day Trip ดังนั่น แม้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในชุมชนต่อเนื่อง แต่รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในส่วนของสมาชิกที่ทำโฮมสเตย์ลดลงจากปีก่อน
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวในไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.439 ซึ่งต่ำกว่าค่าสัมประสิทธิ์จีนีของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงในช่วงเดียวกันที่อยู่ระดับ 0.513 และต่ำกว่าค่ากลางที่อยู่ระดับ 0.5 นอกจากนี้ ค่าสัมประสิทธิ์จีนีดังกล่าวยังปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 0.461 แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้นและเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1. สนับสนุนแนวทางการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น เช่น สื่อออนไลน์หรือหน่วยงานประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
2. สนับสนุนการฝึกภาษาต่างประเทศเพื่อให้ชุมชนสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น
3. สนับสนุนการจัดสรรวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน
บทวิเคราะห์ไตรมาสที่ 2
พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง : ไตรมาสที่ 2
รายงานสำหรับผู้บริหาร
รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนในพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 12,671 บาทต่อครัวเรือน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 16,279 บาทต่อครัวเรือน สำหรับค่าสัมประสิทธิ์จีนีในภาพรวมของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงอยู่ที่ 0.487 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แสดงถึงการกระจายตัวของรายได้ของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงที่มีความเหลื่อมล้ำลดลง ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดในไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2561 ขยายตัวได้ดีต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

วิเคราะห์ภาพรวมการท่องเที่ยว
รายได้จากจำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนของจังหวัดตราดในไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2561 พบว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5,680 ล้านบาท หรือขยายตัวร้อยละ +12.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวของรายได้ดีจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งขยายตัวได้ที่ร้อยละ +10.6 และร้อยละ +13.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ สะท้อนถึงภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดที่มีการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยว
รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงในไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 12,671 บาทต่อครัวเรือน ปรับตัวลดลงจากไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2560 ที่อยู่ที่ 16,279 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นการหดตัวที่ร้อยละ -22.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่างจากทิศทางของรายได้จากการท่องเที่ยวในภาพรวมของจังหวัดตราด ส่วนหนึ่งจากรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปและปัจจัยภูมิอากาศที่ยังคงมีฝนตกลงมาบ้างแม้จะพ้นฤดมรสุมแล้ว โดยรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวที่ปรับตัวลดลง เกิดจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านสลักคอกและชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวที่ลดลงเป็นสำคัญ

วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (GINI index)
พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยว ในไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.487 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 0.513 และถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 11 เดือน โดยค่าสัมประสิทธิ์จีนีในเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 โดยอยู่ที่ระดับ 0.516 0.550 และ 0.487 ตามลำดับ สะท้อนการกระจายรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน
» ชุมชนบ้านสลักคอก
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านสลักคอก ในไตรมาส 2 ปีบประมาณ 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 15,536 บาทต่อครัวเรือน ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2560 ที่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 19,212 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นการหดตัวร้อยละ -19.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยถือเป็นการหดตัวที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัวร้อยละ -38.1 โดยในไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2561 หรือในเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านสลักคอกหดตัวในระดับชะลอลงต่อเนื่องที่ร้อยละ -21.6 ร้อยละ -20.4 และร้อยละ -15.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ตามลำดับ โดยสาเหตุที่รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวยังคงหดตัวนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยภูมิอากาศที่ยังคงมีฝนตกลงมาบ้างแม้จะเป็นช่วงนอกฤดูมรสุม ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวในชุมชน ซึ่งต้องใช้เรือในการโดยสาร นอกจากนี้ ชุมชนบ้านสลักคอกรับนักท่องเที่ยวได้ในปริมาณที่จำกัด ตามทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด เช่น เรือ เป็นต้น ทำไม่สามารถรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวปริมาณมากได้
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ชุมชนบ้านสลักคอก ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวในไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.529 ซึ่งสูงกว่าค่าสัมประสิทธิ์จีนีของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงในช่วงเดียวกันที่อยู่ระดับ 0.487 และสูงกว่าค่ากลางที่อยู่ระดับ 0.5 อย่างไรก็ดี ค่าสัมประสิทธิ์จีนีดังกล่าวปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 0.587 แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้นและเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง

» ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ในไตรมาส 2 ปีบประมาณ 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 9,805 บาทต่อครัวเรือน ปรับตัวลดลงจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2560 ที่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 13,345 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นการหดตัวที่ร้อยละ -26.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งถือเป็นการหดตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัวร้อยละ -10.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยหากพิจารณาอัตราการเปลี่ยนแปลงระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม 2561 พบว่า มีการหดตัวสูงสุดในเดือนมีนาคม 2561 ที่ร้อยละ -40.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการท่องเที่ยว จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาพักค้างคืนในชุมชน เป็นการท่องเที่ยวแบบรายวัน (1-Day Trip) ดังนั้น แม้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในชุมชน แต่รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในส่วนของสมาชิกที่ทำโฮมสเตย์ลดลงจากปีก่อนต่อเนื่อง
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวในไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.446 ซึ่งต่ำกว่าค่าสัมประสิทธิ์จีนีของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงในช่วงเดียวกันที่อยู่ระดับ 0.487 และต่ำกว่าค่ากลางที่อยู่ระดับ 0.5 อย่างไรก็ดี ค่าสัมประสิทธิ์จีนีดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 0.439 แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของรายได้ที่อยู่ในเกณฑ์ดี แม้จะมีความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1. สนับสนุนแนวทางการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น เช่น สื่อออนไลน์หรือหน่วยงานประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
2. ส่งเสริมให้มีการจัดฝึกอบรมอาชีพเสริมแก่สมาชิกในชุมชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ
3. สนับสนุนการจัดสรรวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน
บทวิเคราะห์ไตรมาสที่ 3
พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง : ไตรมาสที่ 3
รายงานสำหรับผู้บริหาร
รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนในพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 13,434 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 12,849 บาทต่อครัวเรือน สำหรับค่าสัมประสิทธิ์จีนีในภาพรวมของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงอยู่ที่ 0.556 เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แสดงถึงการกระจายตัวของรายได้ของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงที่มีความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดในไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ 2561 ขยายตัวได้ดีต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

วิเคราะห์ภาพรวมการท่องเที่ยว
รายได้จากจำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนของจังหวัดตราดในไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ 2561 พบว่ามีรายได้อยู่ที่ 4,750 ล้านบาท หรือขยายตัวร้อยละ +10.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวของรายได้ดีจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งขยายตัวได้ที่ร้อยละ +9.1 และร้อยละ +13.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ สะท้อนถึงภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดที่มีการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยว
รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงในไตรมาสที่ 3 ปี 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 13,434 บาทต่อครัวเรือน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ 2560 ที่อยู่ที่ 12,849 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นการขยายตัวที่ร้อยละ +4.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของรายได้จากการท่องเที่ยวในภาพรวมของจังหวัดตราด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชมพื้นที่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เกิดจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ

วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (GINI index)
พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยว ในไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.556 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 0.487 โดยค่าสัมประสิทธิ์จีนีในเดือนเมษายน – มิถุนายน 2561 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องที่ระดับ 0.458 0.545 และ 0.556 ตามลำดับ สะท้อนการกระจายรายได้ที่มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน
» ชุมชนบ้านสลักคอก
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านสลักคอก ในไตรมาส 3 ปีบประมาณ 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 15,358 บาทต่อครัวเรือน ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2560 ที่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 16,810 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นการหดตัวร้อยละ -8.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยถือเป็นการหดตัวที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัวร้อยละ -19.1 โดยในไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2561 หรือในเดือนเมษายน – มิถุนายน 2561 รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านสลักคอกมีการขยายตัวเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 ที่ร้อยละ +1.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ดี ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2561 รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวกลับมาหดตัวเร่งขึ้นต่อเนื่องที่ร้อยละ -4.3 และร้อยละ -23.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ตามลำดับ โดยสาเหตุที่รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวกลับมาหดตัวเร่งขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกลุ่มชาวบ้านที่ทำสวน โดยเฉพาะสวนมะพร้าวมีรายได้ลดลง ตามราคาขายที่ลดลง
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ชุมชนบ้านสลักคอก ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวในไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.567 ซึ่งสูงกว่าค่าสัมประสิทธิ์จีนีของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงในช่วงเดียวกันที่อยู่ระดับ 0.556 และสูงกว่าค่ากลางที่อยู่ระดับ 0.5 นอกจากนี้ ค่าสัมประสิทธิ์จีนีดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 0.529 แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของรายได้ที่มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง

» ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ในไตรมาส 3 ปีบประมาณ 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 11,510 บาทต่อครัวเรือน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2560 ที่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 8,889 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นการขยายตัวที่ร้อยละ +29.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งถือเป็นการขยายตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัวร้อยละ -26.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยอัตราการขยายตัวที่เร่งขึ้นชัดเจนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่มีกรุ๊ปนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวแบบค้างคืนมากขึ้น กอปรกับปัจจัยฐานต่ำจากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ หากพิจารณาอัตราการเปลี่ยนแปลงระหว่างเดือนเมษายน – มิถุนายน 2561 พบว่า มีการขยายตัวสูงสุดในเดือนพฤษภาคม 2561 ที่ร้อยละ +68.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ก่อนจะกลับมาหดตัวที่ร้อยละ -0.9 ในเดือนมิถุนายน 2561 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากจากการที่ชุมชนอยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการใหม่ทำให้จำเป็นต้องชะลอลงการรับลูกค้าลงในช่วงดังกล่าว
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวในไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.545 ซึ่งต่ำกว่าค่าสัมประสิทธิ์จีนีของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงในช่วงเดียวกันที่อยู่ระดับ 0.556 แต่สูงกว่าค่ากลางที่อยู่ระดับ 0.5 นอกจากนี้ ค่าสัมประสิทธิ์จีนีดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 0.446 แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของรายได้ที่มีความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1. สนับสนุนแนวทางการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น เช่น สื่อออนไลน์หรือหน่วยงานประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
2. ส่งเสริมให้มีการจัดฝึกอบรมอาชีพเสริมแก่สมาชิกในชุมชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ
3. ส่งเสริมให้มีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
4. ส่งเสริมให้มีการปลูกพืช ผัก และผลไม้ที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากราคาขายที่ลดลง
บทวิเคราะห์ไตรมาสที่ 4
พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง : ไตรมาสที่ 4
รายงานสำหรับผู้บริหาร
รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนในพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 12,679 บาทต่อครัวเรือน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 14,221 บาทต่อครัวเรือน สำหรับค่าสัมประสิทธิ์จีนีในภาพรวมของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงอยู่ที่ 0.529 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แสดงถึงการกระจายตัวของรายได้ของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดในไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2561 ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง แม้จะชะลอลงบ้างเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

วิเคราะห์ภาพรวมการท่องเที่ยว
รายได้จากจำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนของจังหวัดตราดในไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2561 พบว่ามีรายได้อยู่ที่ 3,583 ล้านบาท หรือขยายตัวร้อยละ +5.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวของรายได้ดีจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งขยายตัวได้ที่ร้อยละ +5.8 และร้อยละ +4.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนตามลำดับ สะท้อนถึงภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดที่มีการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี แม้จะชะลอลงบ้าง

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยว
รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงในไตรมาสที่ 4 ปี 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 12,679 บาทต่อครัวเรือน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2560 ที่อยู่ที่ 14,221 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นการหดตัวที่ร้อยละ -10.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของรายได้จากการท่องเที่ยวในภาพรวมของจังหวัดตราดที่มีทิศทางชะลอลง ส่วนหนึ่งจากปัจจัยภูมิอากาศที่ยังคงมีฝนตกลงมาเนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วงมรสุม ทั้งนี้ รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวที่หดตัว เกิดจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านสลักคอกที่หดตัวเป้นสำคัญ ขณะที่รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน

วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (GINI index)
พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยว ในไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.529 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 0.556 โดยค่าสัมประสิทธิ์จีนีในเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2561 อยู่ที่ระดับ 0.476 0.540 และ 0.529 ตามลำดับ สะท้อนการกระจายรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน
» ชุมชนบ้านสลักคอก
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านสลักคอก ในไตรมาส 3 ปีบประมาณ 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 15,053 บาทต่อครัวเรือน ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2560 ที่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 19,941 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นการหดตัวร้อยละ -24.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยถือเป็นการหดตัวเร่งขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัวร้อยละ -8.6 โดยสาเหตุที่รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวกลับมาหดตัวเร่งขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยฐานสูงในปีก่อนหน้า กอปรกับกลุ่มชาวบ้านที่ทำสวน มีรายได้ลดลงต่อเนื่อง ตามราคาขายที่ลดลง
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ชุมชนบ้านสลักคอก ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวในไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.552 ซึ่งสูงกว่าค่าสัมประสิทธิ์จีนีของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงในช่วงเดียวกันที่อยู่ระดับ 0.529 และสูงกว่าค่ากลางที่อยู่ระดับ 0.5 อย่างไรก็ดี ค่าสัมประสิทธิ์จีนีดังกล่าวปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 0.567 แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง

» ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ในไตรมาส 4 ปีบประมาณ 2561 พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 10,305 บาทต่อครัวเรือน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2560 ที่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ 8,502 บาทต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นการขยายตัวที่ร้อยละ +21.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ +29.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยรายได้เสริมที่ขยายตัวดีต่อเนื่องนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่มีกรุ๊ปนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวแบบค้างคืนมากขึ้นต่อเนื่อง กอปรกับปัจจัยฐานต่ำจากปีก่อนหน้า รวมถึงการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการชุมชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ส่งผลให้ชุมชนกลับมารับลูกค้าได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวในไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.507 ซึ่งต่ำกว่าค่าสัมประสิทธิ์จีนีของพื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยงในช่วงเดียวกันที่อยู่ระดับ 0.529 แต่สูงกว่าค่ากลางที่อยู่ระดับ 0.5 อย่างไรก็ดี ค่าสัมประสิทธิ์จีนีดังกล่าวปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 0.545 แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
1. สนับสนุนแนวทางการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น เช่น สื่อออนไลน์หรือหน่วยงานประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
2. สนับสนุนการฝึกภาษาต่างประเทศเพื่อให้ชุมชนสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น
3. ส่งเสริมให้มีการปลูกพืช ผัก และผลไม้ที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากราคาขายที่ลดลง