Click to order
Cart
Total: 
Your Name
Your Email
Your Phone
รายละเอียดข้อความ
โปรดระบุชื่อสินค้าและข้อความที่ต้องการปั๊ม
พื้นที่พิเศษเลย
ปีงบประมาณ 2561 รายไตรมาส
รายงานประเมิน บทวิเคราะห์รายได้ชุมชน และ Data Visualization
ชุมชนบ้านนาอ้อ ปลาบ่า ภูป่าเปาะ และกกสะทอน ในพื้นที่พิเศษเลย รอบปีงบประมาณ 2561 รายไตรมาส
บทวิเคราะห์ไตรมาสที่ 1
พื้นที่พิเศษเลย : ไตรมาสที่ 1
รายงานสำหรับผู้บริหาร
ภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดเลยในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 ยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องทั้งรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ขณะที่รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนในพื้นที่พิเศษเลย เฉลี่ยอยู่ที่ 13,283 บาทต่อครัวเรือน แบ่งเป็นชุมชนปลาบ่า ภูป่าเปาะ กกสะทอน และนาอ้อ อยู่ที่ 20,962 20,317 8,005 และ 3,849 บาทต่อครัวเรือน ตามลำดับ ส่วนค่าสัมประสิทธิ์จีนีของพื้นที่พิเศษเลย อยู่ที่ 0.429 โดยชุมชนที่มีการ กระจายรายได้อยู่ในเกณฑ์ดี บ่งชี้ว่ามีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมและมีความเหลื่อมล้ำน้อย ได้แก่ ชุมชนกกสะทอน และภูป่าเปาะ อยู่ที่ 0.291 และ 0.328 ตามลำดับ ส่วนชุมชนที่มีตัวเลขการกระจายรายได้สูงกว่าค่ากลาง (0.5) ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการกระจายรายได้ที่แย่ลงและมีความเหลื่อมล้ำสูง ได้แก่ ชุมชนปลาบ่า และนาอ้อ อยู่ที่ 0.542 และ 0.554 ตามลำดับ

วิเคราะห์ภาพรวมการท่องเที่ยว
รายได้จากจำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนของจังหวัดเลย ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ 1,307 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (%yoy) ซึ่งแบ่งเป็นการขยายตัวของรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่ร้อยละ 8.1 และ 10.5 %yoy ตามลำดับ สะท้อนการท่องเที่ยวภายในจังหวัดเลยที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวมักนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวและชื่นชมกับทัศนียภาพที่งดงามของเทือกเขาจังหวัดเลย

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยว
รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษเลย (ประกอบด้วยชุมชนกกสะทอน ภูป่าเปาะ ปลาบ่า และนาอ้อ) ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 13,283 บาท/ครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 อยู่ที่ 11,252 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 18.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของพื้นที่ปลาบ่า กกสะทอน และนาอ้อเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของพื้นที่พิเศษเลยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น

วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (GINI index)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของพื้นที่พิเศษเลย ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.429 ปรับตัวลดลงจากไตรมาสที่ 4 ปี 2560 ที่อยู่ที่ระดับ 0.458 บ่งชี้การกระจายตัวที่ดีของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษเลย เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า โดยชุมชนที่มีการกระจายรายได้อยู่ในเกณฑ์ดี มีความเหลื่อมล้ำน้อย ได้แก่ ชุมชนกกสะทอน และภูป่าเปาะ อยู่ที่ 0.291 และ 0.328 ตามลำดับ ส่วนชุมชนที่มีการกระจายรายได้สูงกว่าค่ากลาง (0.5) มีความเหลื่อมล้ำสูง ได้แก่ ชุมชนนาอ้อ และปลาบ่า อยู่ที่ 0.554 และ 0.542 ตามลำดับ

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน
» ชุมชนบ้านนาอ้อ
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนนาอ้อ ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 3,849 บาท/ครัวเรือน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 อยู่ที่ 2,877 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 33.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากการมีการส่งเสริมการจัดงานรื่นเริงเนื่องในเทศกาลต่างๆ อาทิ การจัดการละเล่น การแห่กลองยาว ประกอบกับมีการจัดกิจกรรม "บ้านเก่าเล่าเรื่องคนนาอ้อ" ที่สะท้อนวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนนาอ้อ
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนนาอ้อ ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.554 ปรับตัวลดลงจากไตรมาสที่ 4 ปี 2560 ที่อยู่ที่ระดับ 0.707 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนนาอ้อ มีการกระจายตัวของรายได้ดีขึ้น แต่ยังคงสูงกว่าค่ากลาง (0.5) เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการกระจายรายได้ที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำสูง

» ชุมชนปลาบ่า
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนปลาบ่า ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 20,962 บาท/ครัวเรือน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 อยู่ที่ 10,954 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 91.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนปลาบ่าที่ได้รับการส่งเสริมการอบรมให้แก่ชุมชนปลาบ่าให้เป็นชุมชนต้นแบบ รวมถึงการประกอบวิสาหกิจชุมชนจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์พืชผักผลไม้เมืองหนาว และแมคคาดิเมีย ตลอดจนเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวซึ่งมีการจัดงานดอกไม้ฤดูหนาวที่มีสีสันสวยงาม ส่งผลให้การท่องเที่ยวของชุมชนปลาบ่ามีความคึกคัก
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนปลาบ่า ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.542 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนปลาบ่า มีการกระจายตัวของรายได้แย่ลง โดยยังคงสูงกว่าค่ากลาง (0.5) สะท้อนการกระจายรายได้ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง

» ชุมชนภูป่าเปาะ
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชนภูป่าเปาะ ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 20,317 บาท/ครัวเรือน หดตัวลงจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 อยู่ที่ 23,934 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการหดตัวที่ร้อยละ -15.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากปัญหาจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลต่อเนื่องมายังรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชนภูป่าเปาะที่ลดลงตามมาด้วย
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนภูป่าเปาะ ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.328 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ปี 2560 ที่อยู่ที่ระดับ 0.209 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้เสริมชุมชนจากการท่องเที่ยวของชุมชนภูป่าเปาะ มีการกระจายตัวแย่ลงของรายได้เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังคงมีค่าน้อยกว่าค่ากลาง (0.5)

» ชุมชนกกสะทอน
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนกกสะทอน ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 8,005 บาท/ครัวเรือน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 อยู่ที่ 7,243 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 10.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ประกอบกับยังเป็นช่วงฤดูกาลการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวมักนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาวและชื่นชมกับทัศนียภาพที่งดงามของทิวเขาที่สวยงาม
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนกกสะทอน ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.291 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนกกสะทอน มีการกระจายรายได้ที่ดี และมีความเหลื่อมล้ำน้อย

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ชุมชนกกสะทอน

• ภาครัฐได้ส่งเสริมเพิ่มศักยภาพกรรมการของชุมชนกกสะทอน อันจะส่งผลต่อความเข้มแข็งของชุมชน
• สนับสนุนสื่อการประชาสัมพันธ์ การอบรมสื่อออนไลน์ ทั้งนี้ควรทำอย่างต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลดีต่อชุมชน
• ควรพัฒนาศักยภาพ ชุมชนต้นแบบของชุมชนกกสะทอนโมเดลอย่างต่อเนื่อง
• ควรส่งเสริมการมีกิจกรรมการท่องเที่ยว และได้มีการจัดกิจกรรมทั้งปี เพื่อเสริมรายได้จากการท่องเที่ยวให้แก่ชุมชนกกสะทอนตลอดทั้งปี

ชุมชนภูป่าเปาะ
• ยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหาจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 กระทบมายังรายได้เสริมชุมชน ที่ลดลงตามมา ซึ่งชุมชนจำเป็นต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันเพื่อลดผลกระทบดังกล่าวที่เกิดขึ้น
• ควรปรับปรุงสิ่งแวดล้อมของภูมิทัศน์รอบๆ ชุมชนภูป่าเปาะให้สวยงามอย่างสม่ำเสมอ โดยการจ้างแรงงานในชุมชนในการปรับภูมิทัศน์ดังกล่าว อีกทั้งเป็นการเพิ่มการจ้างงานในชุมชนให้มีรายได้เสริมเพิ่มขึ้น

ชุมชนปลาบ่า
• ภาครัฐได้ส่งเสริมเพิ่มศักยภาพกรรมการของชุมชนปลาบ่า สนับสนุนสื่อการประชาสัมพันธ์ การอบรมสื่อออนไลน์ ส่งผลต่อความเข้มแข็งของชุมชน ทั้งนี้ควรทำอย่างต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลดีต่อชุมชน
• ควรพัฒนาศักยภาพ ชุมชนต้นแบบของชุมชนปลาบ่าโมเดลอย่างต่อเนื่อง

ชุมชนนาอ้อ
• การจัดกิจกรรมเสริม เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวชุมชนนาอ้อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
• การอบรมให้ความรู้แก่ชุมชนนาอ้อให้มีความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะสามารถนำมาต่อยอดในการสร้างรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวให้แก่ชุมชนนาอ้อได้อีกทางหนึ่ง
บทวิเคราะห์ไตรมาสที่ 2
พื้นที่พิเศษเลย : ไตรมาสที่ 2
รายงานสำหรับผู้บริหาร
ภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดเลยในไตรมาสที่ 2 ปี 2561 ยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องทั้งรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ขณะที่รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนในพื้นที่พิเศษเลย เฉลี่ยอยู่ที่ 12,254 บาทต่อครัวเรือน แบ่งเป็นชุมชนปลาบ่า ภูป่าเปาะ กกสะทอน และนาอ้อ อยู่ที่ 17,428 17,421 11,232 และ 2,935 บาทต่อครัวเรือน ตามลำดับ ส่วนค่าสัมประสิทธิ์จีนีของพื้นที่พิเศษเลย อยู่ที่ 0.411 โดยชุมชนที่มีการ กระจายรายได้อยู่ในเกณฑ์ดี มีความเหลื่อมล้ำน้อย ได้แก่ ชุมชนภูป่าเปาะ นาอ้อ และกกสะทอน อยู่ที่ 0.245 0.398 และ 0.420 ตามลำดับ ขณะที่ชุมชนที่มีตัวเลขการกระจายรายได้สูงกว่าค่ากลาง (0.5) ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการกระจายรายได้ที่แย่ลง และมีความเหลื่อมล้ำสูง ได้แก่ ชุมชนปลาบ่า อยู่ที่ 0.579

วิเคราะห์ภาพรวมการท่องเที่ยว
รายได้จากจำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนของจังหวัดเลย ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ 1,146 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 9.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (%yoy) ซึ่งแบ่งเป็นการขยายตัวของรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ร้อยละ 9.8 และ 9.4 %yoy ตามลำดับ สะท้อนการท่องเที่ยวภายในจังหวัดเลยที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยว
รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษเลย (ประกอบด้วยชุมชนกกสะทอน ภูป่าเปาะ ปลาบ่า และนาอ้อ) ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 12,254 บาท/ครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 2 ปี 2560 อยู่ที่ 10,315 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 18.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า จากการเพิ่มขึ้นของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนปลาบ่า กกสะทอน และนาอ้อเป็นสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของพื้นที่พิเศษเลยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น

วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (GINI index)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของพื้นที่พิเศษเลย ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.411 ปรับตัวลดลงจากไตรมาสที่ 1 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.429 บ่งชี้การกระจายตัวที่ดีขึ้นของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษเลย เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า โดยชุมชนที่มีการกระจายรายได้อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ลดลง ได้แก่ ชุมชนภูป่าเปาะ นาอ้อ และกกสะทอน อยู่ที่ 0.245 0.398 และ 0.420 ตามลำดับ ส่วนชุมชนที่มีการกระจายรายได้สูงกว่าค่ากลาง (0.5) สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ชุมชนปลาบ่า อยู่ที่ 0.579

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน
» ชุมชนบ้านนาอ้อ
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนนาอ้อ ประจำเดือนไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 2,935 บาท/ครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 2 ปี 2560 อยู่ที่ 2,877 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 2.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากการที่แหล่งท่องเที่ยวนาอ้อได้มีการจัดเทศกาลหุ่นฟางเป็นรูปสัตว์ต่าง เช่น พญานาค ค่างแว่น ช้าง เพื่อดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยว พร้อมกิจกรรมเสริมต่าง ๆ ซึ่งได้ส่งผลดีต่อรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนนาอ้อในช่วงเดือนมีนาคม 2560 ที่เพิ่มมากขึ้น
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนนาอ้อ ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.398 ปรับตัวลดลงจากไตรมาสที่ 1 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.554 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนนาอ้อ มีการกระจายตัวของรายได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ลดลง

» ชุมชนปลาบ่า
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนปลาบ่า ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 17,428 บาท/ครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 2 ปี 2560 อยู่ที่ 7,620 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 128.7 โดยรายได้เสริมส่วนใหญ่ที่ได้รับมาจากการขายผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน เช่น แมคคาดิเมีย พืชผักปลอดสารพิษ และรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวอื่นๆ
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนปลาบ่า ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.579 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.542 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนปลาบ่า มีการกระจายตัวของรายได้แย่ลง เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นและยังคงสูงกว่าค่ากลาง (0.5)

» ชุมชนภูป่าเปาะ
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมชุมชนจากการท่องเที่ยวของชุมชนภูป่าเปาะ ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 17,421 บาท/ครัวเรือน หดตัวลงจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 2 ปี 2560 อยู่ที่ 18,705 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการหดตัวที่ร้อยละ -6.9
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนภูป่าเปาะ ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.245 ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 1 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.328 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนภูป่าเปาะ มีการกระจายตัวดีขึ้นเมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ลดลง

» ชุมชนกกสะทอน
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนกกสะทอน ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 11,232 บาท/ครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 2 ปี 2560 อยู่ที่ 9,580 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 17.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า จากการส่งเสริมสนับสนุนจาก อพท. พื้นที่ของจังหวัดเลยด้วยการแนะนำคณะบุคคลให้มาศึกษาดูงาน
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนกกสะทอน ประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.420 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.291 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนกกสะทอน มีการปรับตัวแย่ลงของการกระจายรายได้เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ชุมชนกกสะทอน

ควรมีศูนย์กลางการบริการนักท่องเที่ยวกระจายหลาย ๆ จุด ให้ทั่วถึงเพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ของจังหวัดเลย เนื่องจากนักท่องเที่ยวมักไม่ทราบแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ในจังหวัดเลย ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวมักจะมุ่งไปที่ภูกระดึง ภูเรือ และภูหลวง โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์พื้นที่เชื่อมโยง อาทิ แหล่งท่องเที่ยวกกสะทอน ภูป่าเปาะ ปลาบ่า และนาอ้อ ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น
ควรพัฒนาสินค้าภูมิปัญญาชาวบ้านให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากขึ้น อาทิ น้ำผักสะทอน ขิงผงสำเร็จรูป ในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยสวยงาม และเพิ่มตลาดให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้เสริมที่เพิ่มขึ้นของชุมชน

ชุมชนภูป่าเปาะ
การดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว จำเป็นต้องอาศัยความโดดเด่นของแหล่งท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ที่สามารถ ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลต่าง ๆ
การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยว

ชุมชนปลาบ่า
สนับสนุนและส่งเสริมการอบรม "นักสื่อความหมาย" ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็กๆ ให้เป็นนักเล่าเรื่องความเป็นมาและความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว โดยก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในถิ่นเกิดแล้ว ยังนำมาซึ่งรายได้เสริมมาให้ครอบครัวของชุมชนปลาบ่าอีกด้วย

ชุมชนนาอ้อ
ส่งเสริมและสนับสนุนให้แหล่งท่องเที่ยวนาอ้อ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของชุมชนที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดมาแต่อดีต
บทวิเคราะห์ไตรมาสที่ 3
พื้นที่พิเศษเลย : ไตรมาสที่ 3
รายงานสำหรับผู้บริหาร
ภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดเลย ในไตรมาสที่ 3 ปี 2561 ยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องทั้งรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ สอดคล้องกับรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนในพื้นที่พิเศษเลย เฉลี่ยอยู่ที่ 6,903 บาทต่อครัวเรือน แบ่งเป็นชุมชนปลาบ่า ภูป่าเปาะ กกสะทอน และนาอ้อ อยู่ที่ 15,980 7,189 2,799 และ 1,645 บาทต่อครัวเรือน ตามลำดับ ส่วนค่าสัมประสิทธิ์จีนีของพื้นที่พิเศษเลย อยู่ที่ 0.386 โดยชุมชนที่มีการกระจายรายได้อยู่ในเกณฑ์ดี มีความเหลื่อมล้ำน้อย ได้แก่ ชุมชนกกสะทอน ภูป่าเปาะ และนาอ้อ อยู่ที่ 0.259 0.325 และ 0.356 ตามลำดับ ส่วนชุมชนที่มีการกระจายรายได้อยู่ในเกณฑ์ไม่ดี มีความเหลื่อมล้ำสูง (มีค่าสูงกว่า 0.5) คือ ชุมชนปลาบ่า ที่ระดับ 0.604

วิเคราะห์ภาพรวมการท่องเที่ยว
รายได้จากจำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนของจังหวัดเลย ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ 993 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นที่อัตราร้อยละ 10.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (%yoy) ซึ่งแบ่งเป็นการขยายตัวของรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ร้อยละ 10.5 และ 12.6 %yoy ตามลำดับ สะท้อนการท่องเที่ยวภายในจังหวัดเลยที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3 แม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูฝนที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางท่องเที่ยว

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยว
รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษเลย (ประกอบด้วยชุมชนกกสะทอน ภูป่าเปาะ ปลาบ่า และนาอ้อ) ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 6,903 บาท/ครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 3 ปี 2560 อยู่ที่ 4,776 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 44.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า จากการเพิ่มขึ้นของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนปลาบ่า ภูป่าเปาะ และกกสะทอนเป็นสำคัญ ขณะที่ชุมชนนาอ้อมีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวหดตัวลง เนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนและไม่มีกิจกรรมเสริม

วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (GINI index)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของพื้นที่พิเศษเลย ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.386 ลดลงจากไตรมาสที่ 2 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.411 บ่งชี้การกระจายตัวที่ดีขึ้นของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษเลย เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า โดยชุมชนที่มีการกระจายรายได้อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ลดลง ได้แก่ ชุมชนกกสะทอน ภูป่าเปาะ และนาอ้อ อยู่ที่ 0.259 0.325 และ 0.356 ตามลำดับ ส่วนชุมชนที่มีการกระจายรายได้สูงกว่าค่ากลาง (0.5) สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น คือ ชุมชนปลาบ่า ที่อยู่ที่ระดับ 0.604 อันเนื่องมาจากในพื้นที่ปลาบ่ามีร้านค้าวิสาหกิจชุมชนรายหนึ่งที่มีรายได้สูงมากจากการขายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิเช่น แมคคาดิเมีย ขณะที่ชาวบ้านในท้องที่ส่วนใหญ่มีรายได้ที่ไม่สูงมากนักและใกล้เคียงกัน ส่งผลต่อค่าสัมประสิทธิ์จีนีที่สูงขึ้น ทั้งนี้หากไม่นำรายได้จากร้านค้าดังกล่าวมาคำนวณจะพบว่า ค่าสัมประสิทธิ์จีนีของชุมชนปลาบ่านั้นปกติ โดยยังมีความเหลื่อมล้ำน้อย และมีค่าไม่เกิน 0.5

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน
» ชุมชนบ้านนาอ้อ
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนนาอ้อ ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 1,645 บาท/ครัวเรือน ลดลงจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 3 ปี 2560 ที่อยู่ที่ 2,877 บาท/ครัวเรือน หรือหดตัวลงร้อยละ -42.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลง
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนนาอ้อ ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.356 ปรับตัวลดลงจากไตรมาสที่ 2 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.398 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนนาอ้อ มีการกระจายตัวของรายได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ลดลง

» ชุมชนปลาบ่า
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนปลาบ่า ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 15,980 บาท/ครัวเรือน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ไม่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนปลาบ่าเปรียบเทียบ โดยรายได้เสริมส่วนใหญ่ที่ได้รับมาจากการขายผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน อาทิ แมคคาดิเมีย กาแฟ ผักปลอดสารพิษ และรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวอื่น ๆ
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนปลาบ่า ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.604 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.579 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนปลาบ่า มีการปรับตัวแย่ลงของการกระจายรายได้เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากในพื้นที่ปลาบ่ามีร้านค้าวิสาหกิจชุมชนรายหนึ่งที่มีรายได้สูงมากจากการขายผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิเช่น แมคคาดิเมีย ขณะที่ชาวบ้านในท้องที่ส่วนใหญ่มีรายได้ที่ไม่สูงมากนักและใกล้เคียงกัน ส่งผลต่อค่าสัมประสิทธิ์จีนีที่สูงขึ้น ทั้งนี้หากไม่นำรายได้จากร้านค้าดังกล่าวมาคำนวณจะพบว่า ค่าสัมประสิทธิ์จีนีของชุมชนปลาบ่านั้นปกติ โดยยังมีความเหลื่อมล้ำน้อย และมีค่าไม่เกิน 0.5

» ชุมชนภูป่าเปาะ
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมชุมชนจากการท่องเที่ยวของชุมชนภูป่าเปาะ ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 7,189 บาท/ครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 3 ปี 2560 อยู่ที่ 6,675 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 7.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝน
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนภูป่าเปาะ ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.325 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 2 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.245 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนภูป่าเปาะ มีการปรับตัวแย่ลงของการกระจายรายได้เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น

» ชุมชนกกสะทอน
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนกกสะทอน ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 2,799 บาท/ครัวเรือน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ไม่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนกกสะทอน และชุมชนกกสะทอนมีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน ดังนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่จึงกลับสู่ภาคเกษตรด้วยการทำการเกษตรเป็นหลัก โดยในพื้นที่ชุมชนกกสะทอนมีการปลูกขิง ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และสร้างรายได้หลักแก่ชุมชน ตลอดจนการปลูกข้าวไร่ แก้วมังกร เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนกกสะทอน ประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.259 ลดลงจากไตรมาสที่ 2 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.420 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนกกสะทอน มีการปรับตัวดีขึ้นของการกระจายรายได้เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ลดลง

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ชุมชนกกสะทอน

ควรหมั่นดูแลปรับปรุงพื้นที่ท่องเที่ยวให้มีภูมิทัศน์สวยงาม เพื่อให้ทันต่อฤดูหนาวเมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือน
อบรมทักษะพื้นฐานการทำวิสาหกิจชุมชนให้แก่ชาวบ้านที่สนใจ
ส่งเสริมการทำเกษตรเชิงผสมผสาน เพื่อความยั่งยืนของรายได้

ชุมชนภูป่าเปาะ
ควรหมั่นดูแลปรับปรุงพื้นที่ท่องเที่ยวให้มีภูมิทัศน์สวยงาม การตกแต่งบำรุงต้นไม้ให้สวยงามเพื่อให้ทันต่อฤดูหนาวเมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือน
ส่งเสริมการทำเกษตรเชิงผสมผสาน เพื่อความยั่งยืนของรายได้
การปรับปรุงป้ายบอกทางไปพื้นที่ท่องเที่ยวให้ชัดเจน สังเกตเห็นได้ง่าย

ชุมชนปลาบ่า
จัดหาวิทยากรด้านการจัดการด้านต่าง ๆ อาทิเช่น การผลิต และการตลาด ให้แก่ชาวบ้านที่สนใจ
อบรมทักษะพื้นฐานการรักการให้บริการ (Service Mind) ให้แก่ชุมชน
ส่งเสริมการทำเกษตรเชิงผสมผสาน เพื่อความยั่งยืนของรายได้

ชุมชนนาอ้อ
ส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงานและองค์กรอื่นๆ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาพื้นที่นาอ้อ เช่น เทศบาล ซึ่งจะได้มีการร่วมมือร่วมกันเพื่อให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ควรจัดอบรมสร้างความเข้าใจแก่คนในพื้นที่ เพื่อเกิดการร่วมมือร่วมใจรักสามัคคีแก่คนในชุมชนนาอ้อและพื้นที่ใกล้เคียง
บทวิเคราะห์ไตรมาสที่ 4
พื้นที่พิเศษเลย : ไตรมาสที่ 4
รายงานสำหรับผู้บริหาร
ภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดเลย ในไตรมาสที่ 4 ปี 2561 ยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องทั้งรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวของพื้นที่พิเศษเลย ในไตรมาสที่ 4 ปี 2561 ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของครัวเรือนในพื้นที่พิเศษเลย เฉลี่ยอยู่ที่ 8,413 บาทต่อครัวเรือน หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6.3 แบ่งเป็นชุมชนปลาบ่า ภูป่าเปาะ กกสะทอน และนาอ้อ อยู่ที่ 15,493 8,613 5,512 และ 4,033 บาทต่อครัวเรือน ตามลำดับ ส่วนค่าสัมประสิทธิ์จีนีของพื้นที่พิเศษเลย อยู่ที่ 0.353 โดยชุมชนที่ไม่มีความเหลื่อมล้ำ คือ ชุมชนนาอ้อ อยู่ที่ 0.000 ส่วนชุมชนที่มีการกระจายรายได้อยู่ในเกณฑ์ดี มีความเหลื่อมล้ำน้อย ได้แก่ ชุมชนภูป่าเปาะ และกกสะทอน 0.318 และ 0.402 ตามลำดับ ขณะที่ชุมชนปลาบ่า มีการกระจายรายได้อยู่ที่ 0.694 สะท้อนการกระจายรายได้อยู่ในเกณฑ์แย่ลง มีความเหลื่อมล้ำสูง (เกิน 0.5)

วิเคราะห์ภาพรวมการท่องเที่ยว
รายได้จากจำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนของจังหวัดเลย ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2561 พบว่า ตัวเลขเบื้องต้นอยู่ที่ 879 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นที่อัตราร้อยละ 10.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (%yoy) ซึ่งแบ่งเป็นการขยายตัวของรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ร้อยละ 8.7 และ 3.3 %yoy ตามลำดับ สะท้อนการท่องเที่ยวภายในจังหวัดเลยที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 4 จากพื้นที่ท่องเที่ยวหลักในจังหวัดเลย ได้แก่ ภูกระดึง ภูเรือ ภูหลวง และเชียงคาน ยังคงเป็นสถานที่ยอดนิยมและเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของนักท่องเที่ยว ขณะที่พื้นที่พิเศษเลย (ประกอบด้วยชุมชนกกสะทอน ภูป่าเปาะ ปลาบ่า และนาอ้อ) ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก และการเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ดังกล่าวยังมีความไม่สะดวกอยู่มาก ประกอบกับเป็นช่วงฤดูฝน โดยฝนที่ตกอยู่ในปีนี้นั้นได้ตกต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน สะท้อนได้จากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษเลย (ประกอบด้วยชุมชนกกสะทอน ภูป่าเปาะ ปลาบ่า และนาอ้อ) ที่หดตัวลงในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยว ดังนั้น จึงเห็นควรอย่างยิ่งในการประชาสัมพันธ์พื้นที่พิเศษดังกล่าวให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นและทำต่อเนื่องติดต่อกัน และในเดือนกันยายน 2561 นี้ พบว่า รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษเลย กลับมามีข้อมูลตัวเลขรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเป็นบวกอีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญญานที่ดีในการเริ่มฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายฝนต้นหนาวในปี 2561 นี้

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยว
รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษเลย (ประกอบด้วยชุมชนกกสะทอน ภูป่าเปาะ ปลาบ่า และนาอ้อ) ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 8,413 บาท/ครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 4 ปี 2560 อยู่ที่ 7,913 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า จากการเพิ่มขึ้นของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนปลาบ่า กกสะทอน และนาอ้อ เป็นสำคัญ

วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (GINI index)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของพื้นที่พิเศษเลย ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.353 ปรับตัวลดลงจากไตรมาสที่ 3 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.386 บ่งชี้การกระจายตัวที่ดีขึ้นและมีความเหลื่อมล้ำลดลงของรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวพื้นที่พิเศษเลย เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า โดยชุมชนที่ไม่มีความเหลื่อมล้ำ คือ ชุมชนนาอ้อ อยู่ที่ 0.000 ส่วนชุมชนที่มีการกระจายรายได้อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ลดลง ได้แก่ ชุมชนภูป่าเปาะ และกกสะทอน อยู่ที่ 0.318 และ 0.402 ตามลำดับ ขณะที่ชุมชนที่มีการกระจายรายได้สูงกว่าค่ากลาง (0.5) สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ชุมชนปลาบ่า อยู่ที่ 0.694

วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน
» ชุมชนบ้านนาอ้อ
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนนาอ้อ ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 4,033 บาท /ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 4 ปี 2560 ที่อยู่ที่ 2,877 บาท/ครัวเรือน หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และหากคิดเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าปีเดียวกันแล้ว พบว่ารายได้เสริมชุมชนจากการท่องเที่ยวของชุมชนนาอ้อมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนในไตรมาสที่ 3 ปี 2561 จาก 1,645 บาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นเป็น 4,033 บาท/ครัวเรือน ในไตรมาสที่ 4 ปี 2561 จากการมีรายได้เสริมเข้ามาจากกลุ่มทอผ้าเป็นสำคัญ เนื่องจากมีกลุ่มทัวร์เข้ามาท่องเที่ยวในเดือนกันยายน 2561 และพบว่างานหัตถกรรมงานทอผ้าฝีมือของบ้านนาอ้อมีความสวยงามและมีลวดลายผ้าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่กลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มโฮมสเตย์ กลับไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าพัก เนื่องจากแรงจูงใจนักท่องเที่ยวมีไม่เพียงพอต่อการเข้าพัก ขณะที่พื้นที่อื่นในจังหวัดเลยกลับมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจึงจูงใจ ตลอดจนดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากกว่า ซึ่งเป็นกรณีศึกษาเพื่อนำมาหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงในพื้นที่นาอ้อต่อไป ขณะเดียวกันพื้นที่นาอ้อก็มีแนวโน้มที่ดีในการพัฒนาปรับปรุงและเร่งประชาสัมพันธ์พื้นที่จากการร่วมมือหลายหน่วยงาน เช่น อพท.พื้นที่จังหวัดเลย และเทศบาล เป็นต้น
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนนาอ้อ ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.000 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนนาอ้อ มีการกระจายตัวของรายได้โดยไม่มีความเหลื่อมล้ำเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

» ชุมชนปลาบ่า
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนปลาบ่า ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 15,493 บาท/ครัวเรือน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ไม่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนปลาบ่าเปรียบเทียบ ขณะเดียวกันหากคิดเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าปีเดียวกันแล้ว พบว่า รายได้เสริมชุมชนจากการท่องเที่ยวของชุมชนปลาบ่ามีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนในไตรมาสที่ 3 ปี 2561 จาก 15,980 บาท/ครัวเรือน ลดลงเป็น 15,493 บาท/ครัวเรือน ในไตรมาสที่ 4 ปี 2561 เนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน และมีพายุเข้าทำให้มีฝนตกจำนวนมากติดต่อกันต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยว
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนปลาบ่า ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.694 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.604 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนปลาบ่า มีการปรับตัวแย่ลงของการกระจายรายได้เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า และมีการกระจายรายได้สูงกว่าค่ากลาง (0.5) สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น

» ชุมชนภูป่าเปาะ
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมชุมชนจากการท่องเที่ยวของชุมชนภูป่าเปาะ ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 8,613 บาท/ครัวเรือน หดตัวลงจากรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในไตรมาสที่ 4 ปี 2560 อยู่ที่ 12,949 บาท/ครัวเรือน หรือคิดเป็นอัตราการหดตัวที่ร้อยละ -48.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นฤดูกาลเกษตรประกอบกับฤดูฝนปีนี้ มีฝนที่ตกมากและตกต่อเนื่องติดต่อกัน ส่งผลให้ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยว
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนภูป่าเปาะ ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.318 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสที่ 3 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.325 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนภูป่าเปาะ มีการกระจายรายได้แย่ลงเมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

» ชุมชนกกสะทอน
• วิเคราะห์รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวชุมชน

รายได้เสริมจากการท่องเที่ยวของชุมชนกกสะทอน ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2561 พบว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 5,512 บาท/ครัวเรือน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ไม่มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนกกสะทอน และชุมชนกกสะทอนมีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า พบว่า รายได้เสริมชุมชนจากการท่องเที่ยวของชุมชนกกสะทอนมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนในไตรมาสที่ 3 ปี 2561 จาก 2,799 บาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นเป็น 5,512 บาท/ครัวเรือน ในไตรมาสที่ 4 ปี 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ชุมชนปลูกเป็นรายได้หลัก อาทิ แก้วมังกร ขิง ข้าวไร่ เป็นต้น ทั้งนี้ ชาวบ้านในชุมชนได้มีการร่วมมือร่วมใจในการฝึกอบรมในการเตรียมความพร้อมที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเยือนในฤดูหนาวที่จะมาถึงอันใกล้นี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยว ที่พักโฮมสเตย์ รถโดยสารขึ้นภูลมโล ตลอดจนการจัดการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งนับได้ว่าชุมชนกกสะทอนเป็นชุมชนต้นแบบที่เข้มแข็งและมีระบบการจัดการที่ดีด้านการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ควรเอาเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ชุมชนอื่นๆ
• วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ชุมชน (GINI)
ค่าสัมประสิทธิ์จีนี หรือ Gini coefficient ของชุมชนกกสะทอน ประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2561 พบว่า อยู่ที่ระดับ 0.402 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ปี 2561 ที่อยู่ที่ระดับ 0.259 บ่งชี้ว่าการกระจายรายได้ของชุมชนกกสะทอน มีการปรับตัวแย่ลงของการกระจายรายได้เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ชุมชนกกสะทอน ภูป่าเปาะ และปลาบ่า

• ควรหมั่นดูแลปรับปรุงพื้นที่ท่องเที่ยวให้มีภูมิทัศน์สวยงาม การตกแต่งบำรุงต้นไม้ให้สวยงาม ตลอดจนถนนหนทางในการอำนวยความสะดวก เพื่อให้ทันต่อฤดูหนาวที่ใกล้จะมาถึงนี้เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือน
• ควรเตรียมการเพิ่มและเร่งรัดการประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะมาถึง เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อกระตุ้นและเพิ่มการดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว
• การปรับปรุงป้ายบอกทางไปพื้นที่ท่องเที่ยวให้ชัดเจน สังเกตเห็นได้ง่าย เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่มักเกิดปัญหานักท่องเที่ยวเดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวไม่ถูก ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความไม่ชำนาญเส้นทาง และการที่ป้ายบอกทางไม่ชัดเจน
• จัดหาวิทยากรด้านการจัดการด้านต่าง ๆ อาทิเช่น การผลิต การเงิน และการตลาด โดยเฉพาะการลงบัญชีเบื้องต้นด้านต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่าย ให้แก่ชาวบ้านที่สนใจ ตลอดจนการอบรมให้ความรู้การทำธุรกิจเบื้องต้น โดยการการรวมตัวของกลุ่มชาวบ้านในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน
• เพิ่มการอบรมทักษะพื้นฐานการรักการให้บริการ (Service Mind) ให้แก่ชุมชน เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่จะมาเยือน
• ส่งเสริมการทำเกษตรเชิงผสมผสาน เพื่อสร้างความยั่งยืนของรายได้

ชุมชนนาอ้อ
• ส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงานและองค์กรอื่นๆ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาและเร่งรัดการประชาสัมพันธ์มากขึ้นในพื้นที่นาอ้อ เช่น อพท.พื้นที่จังหวัดเลย เทศบาล และภาคเอกชน ซึ่งจะได้มีการร่วมมือร่วมกันเพื่อให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
• ควรเตรียมการจัดกิจกรรมในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะมาถึง เพื่อกระตุ้นและเพิ่มการดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว