Click to order
Total: 
Your Name
Your Email
Your Phone
รายละเอียดข้อความ
โปรดระบุชื่อสินค้าและข้อความที่ต้องการปั๊ม
แผนงานโครงการ
ดำเนินการประเมินและวิเคราะห์รายได้ชุมชนในพื้นที่พิเศษ ประจำปี 2561
หลักเกณฑ์และเหตุผล
เศรษฐกิจไทยได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยระหว่างปี 2541-2551 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5.0 ต่อปี แต่หลังจากปี 2552 เศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ (subprime mortgage crisis) หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) ทำให้ระหว่างปี 2552-2558 GDP ขยายตัวเฉลี่ยเพียงร้อยละ 4.0 ต่อปี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอุตสาหกรรมการผลิตและการเกษตรจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการหดตัวของการค้าโลก อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังเป็นแรงผลักที่สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในสาขาการผลิตด้านบริการที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ในปี 2559 มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศถึงร้อยละ 11.4 ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีจำนวนกว่า 32 ล้านคน และทำรายได้ให้กับประเทศไทยปีละกว่า 1.64 ล้านล้านบาท แม้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจหรือช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวได้เป็นอย่างดี โดยจะสังเกตว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง (ตารางที่ 1) ตั้งแต่ปี 2554 ถึง 2559 ยกเว้นในปี 2557 ที่เกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวร้อยละ -5.3 การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลทำให้มีรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกันจากในปี 2554 รายได้ 776,022 ล้านบาท เป็น 1,641,268 ล้านบาท ในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 111.05
การวางแผนนโยบายเพื่อทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการยกระดับรายได้ (Income) และการกระจายรายได้ (Income distribution) จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายทุกรัฐบาลมาโดยตลอด จึงนำไปสู่การหาแนวทางแก้ปัญหาความอยากจนและการกระจายรายได้ด้วยการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่ชุมชน (Pro-poor Tourism) พร้อม ๆ กับการพัฒนาเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ดังนั้น การที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ไม่เพียงแค่แสวงหาวิธีในการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว และเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวให้สามารถเข้าไปร่วมรับผลประโยชน์ในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยว ด้วยการเพิ่มรายได้ เพิ่มความเท่าเทียมของรายได้ เพิ่มการจ้างงานและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) ที่จัดตั้งขึ้นตามประกาศพระราชกฤษฎีกา เพื่อการบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2546 ภายใต้พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2546 ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ผังเมือง สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว หรือ การรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ของชุมชนในแหล่งท่องเที่ยวที่กำกับดูแล
อพท. ได้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่มุ่งเน้นการสร้างความความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและชุมชนให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนและการลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ นอกจากนี้ ยังคงต้องดำเนินการตามวิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล หรือโมเดลไทยแลนด์ 4.0 เกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว การเพิ่มรายได้ และการส่งเสริมเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยว ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556-2557 อพท. ประสบความสำเร็จจากการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนตามเป้าประสงค์ขององค์กรในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้เสริมให้กับประชาชนในพื้นที่ชุมชนในพื้นที่พิเศษเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ชุมชนในแหล่งพื้นที่ท่องเที่ยวมีความเข้มแข็ง บนพื้นฐานของชุมชนเอง เห็นได้จากตารางที่ 2 จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนและรายได้จากการมาเยี่ยมเยือนของนักท่องเที่ยวมายังจังหวัดของพื้นที่ที่ อพท. กำกับดูแลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนและรายได้ของทั้ง 6 พื้นที่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 และ 7.8 ตามลำดับ
การศึกษาและวิเคราะห์รายได้เสริมของพื้นที่พิเศษในปี 2560 มีความจำเป็นในการวิเคราะห์ข้อมูลในปี 2561 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดเก็บข้อมูลและประเมินรายได้ครัวเรือน (Income) และการกระจายรายได้ (Income Distribution) จากอาชีพเสริมจากการท่องเที่ยวในเชิงลึกต่อไป เพื่อเป็นการประเมินผลและติดตามเป็นระยะ ๆ สามารถนำไปเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดยุทธศาสตร์และแผนการงบประมาณของ อพท. และเพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และแผนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล หรือโมเดลไทยแลนด์ 4.0 อันจะนําไปสูู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของสังคมไทย ต่อไปในระยะยาว
วัตถุประสงค์และขอบเขตการดำเนินการ
วัตถุประสงค์
ขอบเขตการดำเนินการ
วัตถุประสงค์
เพื่อวิเคราะห์ประเมินผลและติดตามรายได้ครัวเรือน (Income) การกระจายรายได้ (Income Distribution) และรายได้ครัวเรือนรายชุมชน จากอาชีพเสริมจากการท่องเที่ยวเป็นรายเดือน รายไตรมาส และรายปีของพื้นที่พิเศษทั้ง 6 แห่งของ อพท. ได้แก่
  • หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง
  • เมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง
  • อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย – ศรีสัชนาลัย – กำแพงเพชร
  • จังหวัดเลย
  • เมืองเก่าน่าน ครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบล ประกอบด้วย ตำบลในเวียง ตำบลดู่ใต้ ตำบลนาซาว ตำบลบ่อสวก อำเภอเมืองน่าน และตำบลม่วงตึ๊ด อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน
  • เมืองโบราณอู่ทอง ครอบคลุมพื้นที่ทั้งตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ 38.16 ตารางกิโลเมตร
ขอบเขตการดำเนินการ
การศึกษาภายใต้โครงการฯ นี้ สำนักบริการวิชาการมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้รับผิดชอบ โดยใช้วิธีการในการดำเนินการหลากหลายขั้นตอนเพื่อได้มาซึ่งข้อมูลเชิงบูรณาการ กล่าวคือ การวิเคราะห์รายได้ครัวเรือนจากอาชีพเสริมจากการท่องเที่ยว การกระจายรายได้และรายได้เสริมรายชุมชนนั้น จำเป็นต้องรวบรวบข้อมูลทุติยภูมิ หรือ ข้อมูลที่มีในฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากการสำรวจขอมูลภาคสนาม ซึ่งกลุ่มเป้าหมายกำหนดมาโดยเจ้าหน้าที่ อพท. ซึ่งสามารถอธิบายขั้นตอนการทำงานได้ ดังนี้

1.การรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ (ข้อมูลทุติยภูมิ)

สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศิลปากร จะได้รวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยวรายจังหวัดของพื้นที่ที่เกี่ยวข้องและข้อมูลการดำเนินนโยบายด้านการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ศึกษาจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และ อพท.

2.การรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจข้อมูลภาคสนาม (ข้อมูลปฐมภูมิ)

ดำเนินการใน 6 พื้นที่พิเศษ ได้แก่ 1) พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง 2) พื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง 3) พื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยฯ 4) พื้นที่พิเศษเลย 5) พื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน และ 6) พื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง ด้วยการลงพื้นที่จริงเพื่อสำรวจและเก็บข้อมูลรายได้ครัวเรือน (Income) การกระจายรายได้ (Income Distribution) และรายได้ครัวเรือนรายชุมชน จากอาชีพเสริมครัวเรือน จากการท่องเที่ยวและนำข้อมูลจากการสำรวจมาประมวลผลและวิเคราะห์ พร้อมทั้งนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อผู้บริหาร อพท. เป็นรายเดือน รายไตรมาส และรายปี โดยเป็นการนำเสนอข้อมูลในรูปของบทวิเคราะห์และแผนภาพ ด้วยเทคนิคการคำนวณระดับรายได้ครัวเรือน จากอาชีพเสริมจากการท่องเที่ยว (Income level) อัตราการขยายตัวของรายได้ (Income Growth) การแสดงความแตกต่างของรายได้วัดจากค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายได้ (Gini Coefficient) และรายได้ครัวเรือนรายชุมชน จากอาชีพเสริมจากการท่องเที่ยวโดยใช้เวลา 12 เดือนนับจากวันลงนามในสัญญา
วิธีการสำรวจและเก็บข้อมูล
รวบรวมข้อมูล
รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิและปฐมภูมิ ทุก ๆ ต้นเดือนของเดือนถัดไป เพื่อนำผลมาวิเคราะห์ในเดือนปัจจุบัน
ปรับปรุงฐานข้อมูล
ปรับปรุงฐานข้อมูลของปี 2560 ให้เป็นปัจจุบัน ด้วยการสำรวจแบบละเอียดของกลุ่มตัวอย่าง ตามแบบสำรวจรายได้ครัวเรือน
ข้อมูลในการสำรวจ
สถานที่ตั้งของครัวเรือน
ได้แก่ ภาค จังหวัด อำเภอ/เขต พื้นที่พิเศษ บ้านเลขที่ และหมู่บ้าน
สถานะครอบครัว
ได้แก่ หัวหน้าครัวเรือน (เพศ) ระดับการศึกษาหัวหน้าฯ อายุหัวหน้าฯ อาชีพหลักหัวหน้าฯ อาชีพเสริมหัวหน้าฯ จำนวนสมาชิก (คน) จำนวนสมาชิกที่ไม่มีรายได้ (คน)
รายได้ รายจ่าย หนี้สิน (บาท) (รายได้รวมที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายและภาษี)
ได้แก่ รายได้หลัก รายได้เสริมจากท่องเที่ยว รายได้เสริมจากมาตรการของ อพท. รายจ่ายรวม หนี้สิน
ปัจจัยที่ทำให้รายได้เสริมเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากอะไรบ้าง
ข้อมูลการติดต่อผู้ให้สัมภาษณ์ ได้แก่ ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์และเบอร์ติดต่อ